2007/Apr/28

วันนี้มีเรื่องราว มาเล่าให้อ่าน 3 เรื่องครับ เป็นเรื่อง 3 เรื่อง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

1

เคยได้ยินเพลง Arthurs Theme (Best that you can do) ของ Christopher Cross ไหมครับ ?

เพลงนี้เป็นเพลงประถอบภาพยนตร์เรื่อง Arthur ในปี 1981

หากจะให้เดาถึงที่มาของการได้รับความนิยมของเพลงนี้ น่าจะมาจากเนื้อเพลง โดยเฉพาะท่อนฮุค *

เพลง Arthurs Theme (Best that you can do)เล่าบรรยากาศ และอารมณ์โรแมนติกเวลาคนเราตกหลุมรักได้ดีมาก

Once in your life you find her
Someone who turns your heart around
And next thing you know
You´re closing down the town


Wake up and it´s still with you
Even though you left her way across town
Wonderin´ to yourself
Hey what have I found

* When you get caught between the moon and New York City,
I know it´s crazy but it´s true
If you get caught between the moon and New York City,
The best that you can do
The best that you can do
is fall in love


ลองไปฟังเพลงนี้ดูครับ
http://www.radioblogclub.com/open/126358/christopher_cross/15%20Christopher%20Cross%20-%20Arthur%27s%20Theme

ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง ในอัลบั้มเพลงประกอบละครบรอดเวย์เรื่อง The Boys fom OZ ต่างกันตรงที่ ในเวอร์ชั่นละครบรอดเวย์นี้ เปลี่ยนสรรพนามจาก her เป็น him ครับ : )

(ไม่ได้ไปดูละครของจริงอะไรกับเขาหรอกครับ อาศัยโหลดอัลบั้มนี้มาจาก Bittorrent น่ะครับ 5 5 5)

เท่าที่ทราบ เนื้อหาของ The Boy from OZ เป็นเรื่องราวของเกย์ออสซี่ที่มาใช้ชีวิตในนิวยอร์ค ได้พบรัก มีความรัก และท้ายที่สุด จบชีวิตลงด้วยโรคเอดส์

ละครเรื่องนี้ดังมาก ในช่วงที่นำมาแสดงที่นิวยอร์คในปี 2003 มีพระเอก X MenHuge Jackman นำแสดงทั้งร้องทั้งเต้นเองทุกรอบ

และถ้าจำไม่ผิด The Boy from OZ สามารถคว้ารางวัล Tony ไปได้หลายรางวัลเลยทีเดียว

อีกเพลงในอัลบั้มเดียวกันLove dont need a reason พาคนฟังไปไกลกว่า เพราะมันเป็นการบอกรัก มอบสัญญาใจ เขียนเนื้อเพลงได้ดีมาก ว่างๆลองหามาฟังนะครับ

* cause love dont need a reason

Love dont always right

And love is all we have,

for now - what we dont have is.... time

2

หลายวันก่อน อ่านเจอข่าวประกาศแยกทาง อย่างเป็นทางการ ของนักแสดงฮ่องกงชื่อดัง หลิวเจียหลิง กับ เหลียงเฉาเหว่ย ด้วยเหตุผลชวนตกตะลึงจากทั้งสองฝ่าย ดังนี้

1. เจ๊หลิวเธอต้องการงานแต่งงาน อย่างเป็นทางการ

2. เธอระบุเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า อันที่จริงสามีตามสเป็คในฝันของเธอ ต้องเป็นมหาเศรษฐีเท่านั้น

(หลายท่านรวมทั้งข้าพเจ้าเอง อดที่จะงงๆตามไปด้วยไม่ได้ ว่า - อ้าว แล้วดาราระดับเฮียเหลียง ยังรวยไม่พออีกหรือเจ๊ ?)

3. เฮียเหลียงฯเอง ไม่ประสงค์จะจัดงาน หรือ พิธีแต่งงาน เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก คงมองไม่เห็นสาระ หรือ ความจำเป็น

คนอ่านข่าวก็เลยงงๆ ว่า อ้าว..เฮ้ย แล้วที่เจ๊กับเฮียอยู่ด้วยกันมานานสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่ได้มีเงื่อนไขตามที่ปรากฏใน 2 ข้อแรกนั้น เป็นความฝันหรืออย่างไร ?

3

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อ่านสารคดี เรื่อง แม่ชีคนดัง อดีตชีวิตฉาว ในกรุงเทพธุรกิจ เป็นเรื่องราวของแม่ชีญี่ปุ่น ชื่อ ฮารุมิ เซตุชิ ที่มีประวัติความรักอื้อฉาว ไม่ว่าจะเป็นชู้กับชายหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่า จนทำให้ต้องเลิกกับสามี ทิ้งลูกน้อยวัย 3 ขวบไว้เบื้องหลัง แถมต่อมายังไปเป็นชู้กับชายที่มีภรรยาแล้วอีกเป็นเวลาถึง 8 ปีเต็ม

และนอกจากชีวิตรักโลดโผน เธอยังเป็นนักเขียนเรื่องอีโรติก และทำงานแปลหนังสือ

งานแปล ตำนานเกนจิ - ตำนานที่ว่าด้วยเรื่องราวความรักของคนในรั้วในวังสมัยศตวรรษที่ 11 ออกมาเป็นภาษาที่คนปัจจุบันเข้าใจได้ง่ายๆ

งานแปล/งานเขียนของเธอนั้นขายได้ในระดับล้านเล่ม

ปัจจุบัน แม่ชีเซตุชิอายุ 84 ปี ความมีชื่อเสียง และการได้รับการยอมรับของแม่ชี มีที่มาจากการเทศนาธรรม ที่เอ่ยถึงเรื่องราวความรัก ให้คนรู้จักความรักอย่างดูดดื่ม

แม่ชีพูดเรื่องความรัก และชีวิตไว้ได้น่าฟังมากครับ ว่า

ความหมายของชีวิต คือการได้รักใครสักคน ได้ลุ่มหลง งมงายในคนคนนั้น ถึงแม้ว่าราทุกคนจะเกิดมาโดยลำพัง และจะตายไปตามลำพังก็ตาม

...

เรื่องราวทั้ง 3 เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ก็เกี่ยวเนื่องอยู่กับสิ่งที่เราๆท่านๆ ตั้งชื่อให้มันว่า ความรัก

ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องราวของ อดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต

.. ไม่ว่ามันจะเพิ่งเกิดขึ้น - ยังคงมีอยู่ - หรือว่า ได้ดับไปแล้ว ..


edit @ 2007/04/28 23:53:52

2007/Apr/06

อ่านหนังสือเล่มนี้จบมานานพอสมควร อันที่จริงลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
มาวันนี้ ไปเปิดเจอหลายประโยคที่เคยจดๆไว้ระหว่างที่ได้อ่าน เป็น quotes ที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ

- จำนวนเฉพาะคือสิ่งที่เหลืออยู่ เมื่อคุณเอาอะไรที่ซ้ำๆออกไป
.. ผมคิดว่าจำนวนเฉพาะก็เหมือนชีวิตนั่นแหละ มันเป็นเหตุเป็นผลดี แต่คุณไม่มีวันคิดกติกาออก แม้ว่า จะใช้เวลาทั้งหมดที่มีไปกับการคิดถึงเรื่องนี้ก็ตาม

- แต่ในชีวิตคนเรา คุณมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง
และถ้าคุณไม่ตัดสินใจ คุณก็ไม่มีวันทำอะไรได้ เพราะคุณจะต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเลือกระหว่างอะไรที่คุณสามารถทำได้บ้าง
เพราะฉะนั้น จึงเป็นการดีที่จะหาเหตุผลให้ได้ว่า ทำไมบางอย่างคุณถึงเกลียด และบางอย่างถึงชอบ

- เพราะการรักใครสักคน คือการช่วยเหลือคนคนนั้นเวลาที่พวกเขาตกอยู่ในความเดือดร้อน แล้วก็ดูแลเขา พูดความจริงกับเขา

- บางครั้ง คนก็อยากจะถูกหลอก และไม่อยากรู้ความจริง

- ไม่มีอะไรที่ควรอนุมานได้ว่ามีอยู่ นอกเสียจากสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

- ผมชอบนะ เวลาฝนตกหนักๆเนี่ย เสียงมันจะดังซ่าๆไปหมด เหมือนกับเสียงความเงียบ ... แต่ไม่ว่างเปล่า

- ถ้าอะไรบางอย่างเป็นปริศนา ... มันก็จะมีทางแก้เสมอ

- คนคิดว่า พวกเขาไม่ใช่คอมพิวเตอร์ เพราะว่าพวกเขามีความรู้สึก และคอมพิวเตอร์ไม่มีความรู้สึก แต่ว่าความรู้สึกก็เป็นแค่ภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอในหัวของคุณ ภาพของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรือปีหน้า
หรือภาพของสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น แทนที่จะเป็นภาพของสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ..
และถ้ามันเป็นภาพที่มีความสุข คนก็จะยิ้ม ถ้าเป็นภาพที่เศร้า คนก็จะร้องไห้

- แต่ว่า ... ชีวิตเป็นเรื่องยาก ลูกรู้มั้ย ?
มันยากเหลือเกินที่จะพูดความจริงตลอดเวลา บางครั้งมันก็เป็นไปไม่ได้
และพ่อก็อยากให้ลูกรู้ว่า พ่อกำลังพยายาม

- แล้วพอคุณมองดูท้องฟ้า คุณก็รู้ว่ากำลังมองดูดวงดาว ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปนับร้อยๆพันๆปีแสง แถมดาวบางดวงก็ไม่มีแล้วด้วย เพราะว่าแสงของมันใช้เวลานานมาก กว่าจะมาถึงเรา จนดาวพวกนั้นตายไปเรียบร้อยแล้ว หรือไม่มันก็ระเบิดแล้วยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระสีแดง
มันทำให้รู้สึกเหมือนเรานี้ ตัวเล็กกระจ้อยร่อย
... ถ้าคุณมีเรื่องอะไรที่ยากลำบากในชีวิต มันก็ดีเหมือนกันที่จะมีสิ่งที่เรียกว่า - สามารถละเลยได้ - ซึ่งก็หมายความว่า มันเล็กมากเสียจนคุณไม่จำเป็นต้องเอามาใส่ใจ

- และเนื่องจากไม่มีอะไรเดินทางได้เร็วเท่ากับความเร็วของแสง นี่หมายความว่า เราสามารถรู้ได้เพียงแค่เศษเสี้ยวของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในจักรวาลเท่านั้น

- ถ้าคนเรารู้จักคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็จะเข้าใจว่า ที่ตัวเองถามคำถามเช่นนี้ได้ก็เพราะสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว หรือมีอยู่จริง
ชีวิตบนโลกเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ แต่เป็นอุบัติเหตุที่พิเศษอย่างมาก

- สิ่งของธรรมดาก็น่าสนใจแล้ว เวลานึกถึง

- ไม่จำเป็นต้องพรรณนาทุกอย่างที่เกิดขึ้น แค่เล่าถึงสิ่งที่น่าสนใจก็พอ

- คิดถึงแต่วันนี้ก็พอ คิดถึงเรื่องที่เกิดไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องดีๆที่เกิดไปแล้ว


เป็นไงบ้างครับ อยากอ่านทั้งเล่มกันบ้างรึเปล่า ?
ขออนุญาตไม่เล่าเรื่องย่อนะครับ


หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า คดีฆาตกรรมหมาในยามราตรี แปลโดย วลีพร หวังซื่อกุล
สำนักพิมพ์ เนชั่นบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546
แปลจากฉบับภาษาอังกฤษ The Curious Incident of the Dog in the Night-time เขียนโดย Mark Haddon


edit @ 2007/04/07 07:31:34

2007/Feb/27

ผมได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อสักประมาณเดือนกว่าๆมาแล้ว (มีน้องคนนึงโหลดมาให้จากเว็บ) การได้ดูหนังโดยไม่มี hint หรืออ่านบทวิจารณ์อะไรมาก่อน ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ผมแค่ทราบว่านี่เป็นหนังเล็กๆเรื่องหนึ่งที่จู่ๆก็เป็นม้ามืด มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขา Best Picture

Little Miss Sunshine เป็นหนังเล็กๆแบบที่เรียกว่าหนังอินดี้ ต้นทุนไม่สูงมาก ไม่ได้มีนักแสดงชื่อดัง ปกติแล้วศักยภาพของหนังที่มาไกลขนาดนี้ น่าจะถูกขับเคลื่อนมาจากบทภาพยนตร์ที่ดี

นอกเหนือจากบทภาพยนตร์ที่ดี ฉลาด มีลูกล่อลูกชน และมีเสน่ห์ Little Miss Sunshine ยังได้ทีมนักแสดงที่ cast มาได้ดีมาก แถมยังทำงานเข้าขากันได้อย่างดีเยี่ยม

บอกใบ้ให้ก็ได้นะครับ(นิดนึง)ว่า นี่เป็นหนังที่เรียกว่า Road movie มีการเดินทางไกลมาเป็น theme ในการเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่าน ประสบการณ์ และบทเรียน ปัญหาและความยากของ road movie ส่วนใหญ่ คือความไม่ต่อเนื่อง ตะกุกตะกัก

และสำหรับ road movie ที่ไม่ค่อยมีประเด็นน่าสนใจ หรือทำออกมาไม่ดี นักแสดงไม่เก่ง เพื่อนร่วมทาง(คนดู)อย่างเราจึงมักจะขอลงแยกหน้า คือ กด skip ไปเรื่อยๆ ไล่ๆดูว่ามันจะมีอะไรตื่นเต้ลลเปล่า(วะ) ถ้าไม่มีก็ FFW ไปให้หนังจบเร็วๆ จะได้ไม่เสียเวลา

ไม่แปลกใจหรอกครับที่ Little Miss Sunshine ไม่ได้ออสการ์ เพราะปีนี้ ออสการ์เขาจงใจอวยขาใหญ่อย่าง Martin Scorsese แบบตั้งเป็นชื่อ Theme ของงาน

แต่ก็นั่นละน้า มีหนังของ Scorsese ตั้งหลายเรื่องที่น่าจะได้ Best Picture แต่ก็ไม่ได้ ที่มาได้ปีนี้กับ The Departed ก็เป็นงาน remake แถม(ว่ากันว่า)ทำได้ดีไม่เท่าต้นฉบับ Internal Affairฉบับฮ่องกง

... บังเอิญผมได้ดูเฉพาะเวอร์ชั่นฮ่องกง เลยขอไม่คอมเมนท์

อยากให้ได้ดูกันนะครับ Little Miss Sunshine หนังเล็กๆแต่รุ่มรวยอารมณ์ขัน และไอเดียแสบๆคันๆ บทสนทนาในเรื่องนี้ดีมาก มีเสน่ห์ ไม่ใช่หาอะไรมายัดใส่ปากให้นักแสดงแค่เป็นทางผ่านแห่งการสนทนา

หลังจากดูหนังมานานหลายปี หนังบางเรื่องได้ทำให้ผมรู้จักสังเกตเห็นฝีไม้ลายมือของนักแสดงตัวรอง หรือที่เราท่านรู้จักกันในนามตัวประกอบ ผมได้พบว่า ในบางโอกาสที่ตัวประกอบฝีมือจัดจ้านได้บทดีๆที่ส่งให้เขา/เธอได้มีโอกาสแสดงฝีไม้ลายมือ เขา/เธอต่างหากที่เป็นสีสันตัวจริงของหนัง

ผมชอบการแสดงของ Toni Collette กับ Greg Kinnear มานาน 2 คนนี้เป็นนักแสดงระดับตัวรองที่มีฝีมือเข้าขั้น

เรียกว่า ถ้ามาอยู่ในหนังเรื่องไหน จะเป็นสีสันที่น่าสนใจทีเดียว

แต่งวดนี้ คนที่ทำให้ surprise มากๆ คือ Steve Carrell นักแสดงตลกหน้าตาย ที่มารับบทเกย์นักวิจารณ์งานของ มาร์ติน พรูสต์ ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายประชดรัก ลองติดตามดูสีหน้าท่าทาง ลีลาการแสดงของเขาไปให้ตลอดนะครับอยากบอกว่า ถ้า Steve Carrell ได้เข้าชิงออสการ์จากบทนี้ด้วยอีกคน คงไม่ใช่เรื่องแปลก

ส่วน Alan Arkin ที่ได้ออสการ์ไปครองจาก Best Actor in a Supprting Role นั้น มีบทน้อยมาก แต่ด้วยตัวบทที่มีสีสันเด็ดดวงมาก และปู่อลันท่านก็ทำออกมาไ้ด้ดี จึงเป็นเซอร์ไพรส์ที่ไม่ค่อยมีใครกังขา

หนูน้อยAbigail Breslinในบท Olive ตัวหลักของเรื่องก็น่ารักดี แต่อยากให้ดูพี่ชายเธอ Dwayne ที่แสดงโดยPaul Danoตัวละครตัวนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม และนักแสดงก็ทำได้ดีทีเดียว

ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดต่างๆนะครับ เผื่อว่าเวลาคุณๆได้ดูจะได้สนุกเท่าๆกัน อยากบอกว่า ทีมนักแสดงเรื่องนี้ทำงานเข้าขากันได้ดีมาก บทหนังดี แล้วผู้กำกับฯก็เก่งจริงๆ

ในคืนที่ผมบังเอิญมีโอกาสได้ดูการประกาศรายชื่อกลุ่มนักแสดงยอดเยี่ยม ที่จะมอบรางวัลให้ทีมนักแสดงหลักของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ในเวที Screen Actor Guild Award - ผมเทใจเชียร์ทีมนักแสดงเรื่องนี้แบบหมดใจ ....แล้วก็ไม่ผิดหวัง

เชื่อว่า ถ้าออสการ์ มีรางวัลเพิ่มเข้ามาในสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม รับรองเรื่องนี้ไม่มีทางพลาด

ผมชอบรถโฟล์คตู้สีเหลือง(ที่ไม่ค่อยเชื่องเท่าไหร่)ในเรื่องนี้มาก ถึงกับคิดว่า มันเป็นตัวละครตัวนึงที่มีชีวิต ทั้งที่มันเป็นแค่ยานพาหนะ เป็นเพื่อนร่วมทางที่แม้ว่าจะไม่ค่อยเชื่อง หรือ ว่านอนสอนง่ายเท่าไหร่ แต่มันก็ยังไปไหนมาไหนกับเรา รับรู้ทุกข์สุข อุปสรรคต่างๆนานา ฟันฝ่า เผชิญหน้า ดีใจ เสียใจ ไปพร้อมกับเรา

หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นแง่มุมที่รกรุงรังของชีวิต การใช้ชีวิต ปล่อยชีวิต/จริงจัง ไปกับ ความคาดหวัง norm หรือ ค่านิยมต่างๆในยุคปัจจุบัน ... ความหวัง/ความฝัน/ความเศร้า/ความบ้าบอคอแตก ฯลฯ

บางทีที่เราๆท่านๆเคร่งเครียดจริงจังกับชีวิต มีการวางเป้าหมาย ความหวัง/ความฝัน ทุกข์สุดๆ เศร้าสุดๆ มีเงื่อนไข ระเบียบแบบแผน มีความจริงจังที่จะดิ้นรนไปสู่ฝัน สู่หวัง(บางอย่าง) ....

แต่ไปๆมาๆ อยู่มาวันนึง หนังเรื่องนี้ Little Miss Sunshine ก็เข้ามาสะกิดค่อยๆ แล้วบอกกับคุณ(แบบตลกร้าย) ว่า

เฮ้ย .. เพ่ๆ - ไร้สาระว่ะเพ่

อยากให้คุณได้ดูหนังเรื่องนี้บ้างจังเลยครับ


edit @ 2007/02/27 23:25:45